พี่สลดใจน้องตายคาคอนโดฯ ไปรพ. 2 รอบคิวเต็มชวดตรวจหาเชื้อ วอนรัฐแก้ด่วน (คลิป)

ข่าวเด่น

กรณีนายณัฐสิทธิ์ ชายวัย 45 ปี รอตรวจเชื้อโควิด-19 อยู่ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ย่านจรัญสนิทวงศ์ 37 หลังพบมีความเสี่ยงสูงจึงกักตัว แต่อาการทรุดหนัก เพื่อนและนิติคอนโดฯ โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐแต่ถูกปฏิเสธ สุดท้ายไม่ทันเสียชีวิตคาคอนโดฯ เช้าวันที่ 26 เม.ย.64

ทีมข่าวพบนายวรากร จีนขจร อายุ 50 ปี เจ้าหน้าที่ฝ่ายอาคาร เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ผู้เสียชีวิตกลับต่างจังหวัดช่วงสงกรานต์ และกลับมา กทม. พร้อมกับรู้สึกตัวว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 จึงไปตรวจเชื้อครั้งแรกที่โรงพยาบาลของรัฐ และถูกสั่งให้กักตัวรอไปตรวจเชื้อซ้ำ ในครั้งที่ 2 ไปต่อคิวตรวจที่โรงพยาบาลเดิมก็เต็ม เพราะมีคิวแค่ 20 คน/วัน ต่อมาไปตั้งแต่ 05.00 น. รับบัตรคิวแต่ก็คิวเต็ม จึงมาลงทะเบียนรอตรวจกับประกันสังคมได้คิวตรวจ 27 เม.ย.64 จนกลับมาที่ห้อง

แต่คาดการณ์ว่า ผู้เสียชีวิตติดต่อศูนย์บริการสาธารณสุข 30 วัดเจ้าอามไว้ จนมีเจ้าหน้าที่สวมชุดธรรมดา 2 ราย เดินทางมายังคอนโดฯ พร้อมบอกว่าผู้ป่วยยังไม่ได้ตรวจ เพราะไม่มีอาการ จึงนำยาแก้ไอมาให้ เพราะคนป่วยมีอาการไอ

กระทั่งคืนวันที่ 25 เม.ย.64 เพื่อนที่อยู่ จ.หนองคาย ที่ผู้เสียชีวิตสัมผัสเสี่ยง โทรศัพท์มาหาเจ้าตัวได้พูดคุยกัน 2 คน พร้อมแจ้งว่าติดโควิด-19 รักษาอยู่ที่โรงพยาบาล ทำไมผู้เสียชีวิตยังไม่เป็น ซึ่งเจ้าตัวก็บอกว่าไม่รู้ แต่มีอาการไอ ต่อมาเพื่อนคนเดิมได้โทรศัพท์มายังนิติคอโดฯ เวลาประมาณ 21.00 น. ตนจึงประสาน 1668 แต่ไม่มีใครรับสาย จนโทรไปที่ 1669 ปลายทางศูนย์บอกว่า ถ้ายังไม่ได้รับการยืนยันว่าติดโควิด-19 ก็ไม่สามารถเดินทางมารับตรวจได้ ตนพยายามโทรศัพท์ไปอีก 3-4 รอบ กระทั่งปลายสายบอกให้ผู้ป่วยโทรศัพท์เข้ามาเอง และขอเบอร์ผู้ป่วยไป

กระทั่งช่วงเช้าวันที่ 26 เม.ย.64 ทุกอย่างเงียบหมด ตนจึงแจ้งไปที่ศูนย์ 30 ยังไม่มีใครมารับผู้ป่วย จึงนำทีมอาสาลงพื้นที่ชุดใหญ่ และแพทย์คาดว่าจะมารับตัวไปรักษา แต่ปรากฏว่าผู้ป่วยหมดสติหายใจรวยริน ปั๊มหัวใจแต่ไม่ทัน เพราะไม่ได้เตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิต ข้างศพมีเอกสารเตรียมจะไปตรวจเชื้อโควิด-19

ทั้งนี้เคสดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า หากแพทย์หรือทีมสาธารณสุขบอกกับทางคอนโดฯ สักนิดว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูง ไม่ใช่บอกว่ายังไม่มีอาการ ไม่เช่นนั้นตนคงจัดเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิดมากกว่านี้ อีกทั้งทุกคนในคอนโดฯ ก็ชะล่าใจ เนื่องจากผู้เสียชีวิตมีร่างกายแข็งแรง ออกกำลังกาย เล่นกล้าม เล่นฟิตเนสตลอด ทุกคนจึงวางใจว่าแข็งแรง

จากนี้อยากถามเจ้าหน้าที่ ว่าเมื่อรับโทรศัพท์แล้ว ทางนิติบุคคลแจ้งว่าผู้ป่วยมีอาการ ทำไมยังนิ่งนอนใจบอกว่าผู้ป่วยอาการยังไม่หนัก อยากให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า ในกรณีที่มีผู้ป่วยแบบนี้ น่าจะได้รับเชื้อโควิด-19 ดังนั้นอยากให้ทุกหน่วยงานร่วมกันแก้ไข และขอให้เคสนี้เป็นเคสสุดท้าย

สำหรับตนซึ่งมีลูกสาวพักอยู่ห้องตรงข้ามของผู้ที่เสียชีวิต เมื่อวานนี้ลูกสาวก็มีอาการหวาดกลัวในเรื่องของวิญญาณ แต่ได้ให้พี่สาวขึ้นไปนอนเป็นเพื่อน ตอนนี้ทุกคนก็สบายใจและไม่เห็นว่ามีอะไร ต่างคนก็ต่างดูแลและกักตัว แม้ไม่ได้ไปพื้นที่เสี่ยงหรือเป็นกลุ่มเสี่ยง จึงพยายามไม่เดินทางออกไปนอกพื้นที่ เว้นแต่ออกไปซื้อข้าวอาหารและเครื่องดื่ม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ในพื้นที่คอนโดฯ มีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อถึง 2 รอบ ตนก็เชื่อมั่นและมั่นใจ ประกอบกับนิติคอนโดฯ ได้แจ้งกับลูกบ้านทุกคนแล้ว ทุกคนก็เชื่อฟัง พยายามดูแลตัวเอง

น.ส.สรวีย์ สุขเต็ม อายุ 50 ปี พี่สาวผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า พิธีการเผาศพน้องชายเสร็จสิ้นแล้ว เบื้องต้นนำกระดูกฝากไว้ที่วัดก่อน ครบ 7 วันแล้วก็จะทำบุญให้น้องอีกที แต่วันนี้ตั้งใจมาเก็บของภายในห้องน้อง แต่คอนโดฯ มีการฉีดพ่นน้ำยา คงต้องรอพรุ่งนี้ (28 เม.ย.64) จึงจะสามารถเข้าดำเนินการได้

สำหรับวานนี้ตนยอมรับว่าทำใจไม่ได้ และติดใจการเสียชีวิตของน้องชาย เชื่อว่าน้องชายน่าจะติดเชื้อโควิด-19 แน่นอน และน้องได้รับการรักษาช้า แต่มาวันนี้เมื่อพิธีต่าง ๆ เสร็จสิ้น ตนก็เบาใจและก็ไม่อยากจะติดใจอะไร เพราะอยากให้น้องไปสบาย ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคนในครอบครัวไม่คาดคิด ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ และบีบหัวใจมาก

สุดท้ายนี้ ตนอยากฝากถึงรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยากให้คิดถึงน้องชายเป็นเคสตัวอย่าง และให้จบแค่เคสน้องชายเพียงเคสเดียวที่ตายคาห้อง ขณะเดียวกันตนยอมรับว่าน้องชายสู้ และพยายามเดินทางไปหาหมอและดูแลตัวเองกักตัวไม่ไปไหนเป็นอย่างดี ดังนั้นไม่ใช่ว่าน้องชายไม่ดูแลตัวเอง แต่จุดที่ผิดพลาดนั้นเป็นไปตามที่ทุกคนได้ติดตามข่าว

Facebook Comments Box

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *