หดหู่! กู้ภัยต่อสายให้ลูกบอกลาศพแม่ครั้งสุดท้าย ลูกชายร่ำไห้ทำได้แค่กอดกระดูกแม่ไปทำบุญ (คลิป)

ข่าวเด่น

กรณีแฟนเพจเฟซบุ๊ก “เจ๊ม้อย v plus” โพสต์คลิปวิดีโอขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสยามนนทบุรี นำศพ ผู้เสียชีวิตโควิด-19 มาประกอบพิธีฌาปนกิจ โดยมีลูกชายของผู้เสียชีวิต โทรศัพท์มาหาเจ้าหน้าที่ เพื่อขอพูดคุยและส่งวิญญาณแม่ไปสวรรค์เป็นครั้งสุดท้าย โดยระบุข้อความว่า “คำกล่าวลาสุดท้ายจากลูกชาย ที่ไม่เห็นแม้กระทั่งหน้าแม่เป็นครั้งสุดท้าย เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้ายจริง ๆ นนทบุรี”

619858

ล่าสุดวันที่ 9 ส.ค.64 ทีมข่าวติดต่อไปยังญาติผู้เสียชีวิต นายริท อายุ 45 ปี ลูกชายของน.ส.บุญยิ่ง อายุ 66 ปี ผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนทราบว่าแม่ติดเชื้อโควิด-19 แต่ตนทำงานต่างจังหวัด ไม่สามารถเดินทางไปหาได้ กระทั่งแม่เสียชีวิตในคืนวันที่ 31 ก.ค.64 ตนตกใจมาก ๆ เพราะไม่ได้ทำใจมาก่อน ความรู้สึกที่ตนรู้ว่าแม่กำลังจะเสียชีวิต ตนอยากไปอยู่ใกล้ ๆ ไม่อยากให้แม่เสียชีวิตโดยที่ไม่เห็นหน้าลูก ๆ แต่ด้วยสถานการณ์ของเชื้อโรคที่รุนแรง ทั้งเรื่องเคอร์ฟิว และการเดินทาง

404320

“ตอนนั้นผมพูดอะไรไม่ออก คิดอยู่ในใจว่าแม่จะไปแล้วจริงเหรอ เพราะผมไม่เห็นหน้าแม่ ไม่ได้บอกลาแม่สักคำ เหมือนแม่ไปตัวคนเดียว และแม่ไม่รู้จักใคร ถ้าแม่พูดได้ แม่อาจจะคงคิดว่าไม่มีลูก ๆ มาส่งเลย ผมไม่ได้ทำหน้าที่ลูก ไม่ได้ชี้ทางให้แม่ ไม่ได้บวชหน้าไฟ คนที่ไม่สูญเสียคงจะไม่เข้าใจความรู้สึกแบบนี้ มันติดอยู่ในใจ เป็นตราบาปไปตลอดชีวิตของผมเลย” ลูกชายผู้เสียชีวิต กล่าว 

โดยก่อนหน้านี้ ตนมักจะโทรศัพท์หาแม่ และขอพรในวันที่ไม่มีรายได้หรือวันที่ขายของไม่ได้ แม่ก็จะให้พร แต่ขณะนี้เหมือนตนเคว้ง จะคุยกับแม่เหมือนเช่นเคยแล้ว เหมือนหมดสิ้นทุกอย่างแล้ว ถึงแม้แม่ของตนจะไม่ใช่ศพแรกของผู้เสียชีวิตโควิด-19 แต่ก็อยากให้เป็นศพสุดท้าย ตนทำได้เพียงแค่ “กอดกระดูกแม่ไปทำบุญ เท่านั้น” ตนต้องขอบคุณมูลนิธิและเจ้าหน้าที่ทุกคนมาก ๆ แม้จะไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ก็ช่วยต่อสายโทรศัพท์ให้ตนได้ลาวิญญาณแม่เป็นครั้งสุดท้าย 

759544

ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี เดินทางไปยังกู้ภัยมูลนิธิสยามนนทบุรี อยู่ในวัดราษฎร์ประคองธรรม ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี จึงได้พูดคุยกับ นายไพรัช สุดธูป ไวยาวัจกรวัดราษฎร์ประคองธรรม และกู้ภัยมูลนิธิสยามนนทบุรี เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นวันที่ 1 ส.ค.64 เวลาประมาณ 13.00 น. ตนได้รับแจ้งมีผู้เสียชีวิต จากโควิด-19 เป็นหญิงสูงอายุ เสียชีวิตในคืนวันที่ 31 ก.ค.64 โดยคนในบ้านมีทั้งหมด 4 คน ติดเชื้อทุกคน

หลังจากนั้น ตนก็รีบเดินทางเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ พร้อมเจ้าหน้าที่อีก 5 คน โดยซอยดังกล่าวอยู่ในย่านสถานีรถไปวงเวียนใหญ่ กทม. และไม่สามารถนำรถเข้าไปได้ มีเพียงช่องทางเดินเท่านั้น เมื่อไปถึงพบศพผู้ตายนอนอยู่ชั้น 1 ภายในบ้านไม้ เริ่มมีกลิ่น และมีลูกสาวผู้ตายอยู่ภายในบ้าน ก่อนจะนำศพออกจากบ้าน ลูกสาวผู้ตายขอกราบเท้าแม่เป็นครั้งสุดท้าย เป็นภาพที่หดหู่ และหลังจากนั้นได้นำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นรถกลับมาที่วัดเพื่อประกอบพิธีฌาปนกิจศพ

893964

ก่อนจะถึงวัด มีลูกชายอีกคนหนึ่ง อยู่ต่างจังหวัด โทรศัพท์มาหาตน และบอกว่า “พี่ครับ ก่อนเผาแม่ผมขออะไรอย่างหนึ่ง” ตนจึงบอกว่า “ได้ครับ บอกผมเลย” และบอกว่าจะขอโทรศัพท์บอกลาแม่เป็นครั้งสุดท้าย

เมื่อถึงเวลาจะนำศพเข้าเตาเผา ลูกชายของผู้เสียชีวิต ได้โทรศัพท์เข้ามา ตนจึงเปิดลำโพงให้ได้พูดคุยสั่งเสียและบอกลาผู้เสียชีวิต โดยเขาบอกว่า “ขอให้แม่หลับให้สบาย ขอให้แม่ไปไหว้พระจุฬามณี” ตนยอมรับว่าสะเทือนใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้มาก ๆ เขาไม่สามารถกราบลาแม่ได้ จึงเป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง

หลังจากนั้น ครอบครัวยังได้โทรศัพท์มาบอกตนว่า ให้นำอัฐิเก็บไว้ที่วัดก่อน เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน และยังไม่พร้อมทำพิธี เพราะอยู่ในช่วงกักตัว รวมถึงข้อจำกัดในการเดินทางต่าง ๆ โดยอัฐิของผู้ตายจะถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีที่หอปฏิบัติธรรมของวัด มีพระสงฆ์สวดมนต์ทั้งเช้าเย็น เชื่อว่าจะทำให้ความทุกข์ของผู้ตายเบาบางลง ส่วนคนในบ้านจากการสอบถามก็อยู่ในการเฝ้าระวัง และอยู่ในการให้ยาอย่างต่อเนื่อง หากมีอะไรที่ตนสามารถช่วยเหลือได้ ตนก็จะเข้าไปช่วยเหลือทันที 

166097

ทีมข่าวได้พูดคุยกับน.ส.หญิง ลูกสาวผู้เสียชีวิตผ่านทางวิดีโอคอล ระบุว่า แม่เริ่มมีอาการตั้งแต่วันที่ 19-20 ก.ค.64 คือมีอาการ ไอ ปวดเมื่อย และประกอบกับคนในซอย มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เดินไปเดินมา จึงมีการกระจายเชื้ออย่างรวดเร็ว ต่อมาวันที่ 24 ก.ค.64 ตนได้ไปซื้อชุดตรวจแอนติเจนมาตรวจด้วยตัวเอง ปรากฏว่าแม่ติดเชื้อโควิด-19 จึงติดต่อสำนักงานสาธารณสุขใกล้บ้าน และ อสม. ผู้นำชุมชน ประสานตัวส่งตรวจที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา อย่างละเอียดอีกครั้ง ในวันที่ 26 ก.ค.64 ทำให้ทราบว่าตน แม่ และลูกสาวติดเชื้อโควิด-19 ทั้งหมด 3 คน

297741
404293

ในวันเดียวกันแม่มีอาการปวดเมื่อยเนื้อตัว ต่อมาวันที่ 28 ก.ค.64 สามีตนก็ตรวจพบเชื้อ กระทั่งวันที่ 29 ก.ค. 64 ผลการตรวจหาเชื้ออย่างละเอียดออกมา จึงนำตัวส่งไปรักษาตามระบบ และรักษาที่บ้าน แต่แม่หายใจติดขัด จึงขอเครื่องออกซิเจนจากผู้นำชุมชน และแฟนเพจแบ่งปันลมหายใจ ต่อมาวันที่ 30 ก.ค. 64 ช่วงเช้าแม่ยังอาบน้ำสระผมได้ ตนคิดว่าอาการน่าจะดีขึ้น แต่ค่าออกซิเจนตก พยายามโทรศัพท์หาเตียงทุกช่องทาง แต่เต็มทุกโรงพยาบาล

561856

กระทั่งเวลา 01.00 น. มีศูนย์เอราวัน โทรศัพท์มาหาและแนะนำให้ดูแลที่บ้านไปก่อน เพราะแม่ยังมีสติ พูดคุยได้ และวันที่ 31 ก.ค. 64 ค่าออกซินเจนตกมาก ๆ ช่วงเย็นปลายมือ เท้า เริ่มเป็นสีม่วง ตนแจ้งสาธาณสุข จึงมีการจ่ายยาขับปัสสาวะ และแก้อักเสบ ตนได้ต้มข้าวต้มให้แม่รับประทาน สามารถรับประทานได้ กระทั่งเวลา 19.30 น. แม่มีอาการเพ้อและขอยาทาน แต่ยังไม่สามารถให้ทานได้ เนื่องจากเพิ่งจะกินไปเกรงว่าร่างกายจะรับไม่ไหว 

อย่างไรก็ตาม เวลา 19.40 น. แม่หายใจติดขัด ค่าออกซิเจนตก และมีอาการหายใจเฮือก 3 ครั้ง จากนั้นศีรษะตกหมอน และพบว่าแม่เสียชีวิต ตนมองว่าหากแม่ได้รักษาอย่างทันท่วงที อาจจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็ได้ ตนพยายามทำหน้าที่ลูกให้ดีที่สุดแต่ยื้อชีวิตแม่ไว้ไม่ได้ ขณะที่อาการล่าสุดของคนในบ้าน ตนยังรู้สึกเหนื่อยและหอบเล็กน้อย ส่วนสามีไอเล็กน้อย ด้านลูกสาวหายเป็นปกติแล้ว

Facebook Comments Box

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *