ท้องทิพย์วุ่นอีก! หมอสงสัยแท้งไม่จริงไร้การฝากครรภ์ ยายร่ำไห้หมดความเชื่อถือ (คลิป)

ข่าวเด่น

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.64 ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ลงพื้นที่ไปยังบ้านของ น.ส.เตย ในพื้นที่ ต.องครักษ์ อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี พบว่าบรรยากาศยังคงเงียบเหงา พ่อแม่ของน.ส.เตย ออกไปทำงานตามปกติ พบกับยายของน.ส.เตย พร้อมกับหลานอีก 3 คน

น.ส.มาลี เนตรสว่าง อายุ 62 ปี ผู้เป็นยาย เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ตนเครียดมากและอยากให้เรื่องนี้จบเสียที ยืนยันว่าที่ผ่านมาครอบครัวเข้าใจว่าน.ส.เตย ตั้งท้องมาโดยตลอด ถามว่าโกรธหลานหรือไม่ ตนไม่โกรธ แต่หลานจะออกมายอมรับ หรือแถลงข่าวไปในทิศทางใดก็ไม่ทราบ เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องก็ยังไม่ได้คุยกัน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตนก็ยังไม่แน่ใจว่าหลานท้องจริง ๆ หรือไม่ คงต้องรอฟังจากปากเจ้าตัว สภาพจิตใจตนค่อนข้างย่ำแย่มาก อยากให้หลานกลับมาหา แต่ไม่รู้ว่าจะกลับมาหรือไม่ และขอไม่พูดอะไรไปมากกว่านี้

ทีมข่าวสอบถาม นพ.อานนท์ เรืองอุตมานันท์ หัวหน้าแผนกสูตินรีแพทย์เวชกรรม รพ.มงกุฏวัฒนะ ให้ข้อมูลว่า สำหรับการแท้งลูกนั้น แบ่งเป็น 2 ลักษณะ โดยลักษณะแรกคือการแท้งครบสมบูรณ์ คือ ผู้เป็นแม่แท้งลูกมาโดยที่เลือดหรือตัวออกหลุดออกจากมดลูกทั้งหมด ในลักษณะนี้ผู้เป็นแม่จะไม่มีอาการปวดท้อง และไม่ต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล

ส่วนลักษณะที่ 2 คือ การแท้งไม่ครบสมบูรณ์ คือ ผู้เป็นแม่แท้งตัวอ่อน หรือเลือดออกจากท้องไม่หมด เลือดไม่หยุดไหล ซึ่งในกรณีนี้ผู้เป็นแม่จะต้องรีบไปรักษาตัว โดยหมอจะเฝ้าดูอาการและขูดมดลูกเอาเลือดและของเสียออกจากร่างกาย ต้องพักรักษาตัว 1-2 วัน ก็สามารถที่จะเดินทางกลับบ้านได้ ไม่ต้องกินยาอะไรเป็นพิเศษ เพราะอาการแท้งจะหายไปเอง แต่ถ้ามีอาการปวดท้องก็จะให้ยาแก้ปวดท้อง

อย่างไรก็ตาม หลังจากคนท้องมีอาการแท้งแล้ว ฮอร์โมนการตั้งครรภ์จะอยู่ในร่างกายอีกประมาณ 1 เดือน ในช่วงเวลานี้ก็ยังจะสามารถตรวจได้ว่าท้องแล้วแท้งจริงหรือไม่ แต่ในกรณีท้องทิพย์นั้น ผู้เป็นแม่อ้างว่าแท้ง 4-5 เดือนแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะตรวจไม่เจอว่าเคยท้องมาก่อน นอกจากนี้ หากมีการแท้งลูกจริง ๆ หากผู้เป็นแม่ไม่มีประวัติการฝากท้องมาก่อน ก็จะไม่มีเอกสารใด ๆจากทางโรงพยาบาลหรือคลินิก แต่ถ้ามีการฝากท้องก็จะมีประวัติการตั้งครรภ์ที่โรงพยาบาล และหากมีการแท้งก็ขึ้นอยู่กับทางผู้ตั้งครรภ์ว่าจะร้องขอใบรับรองแพทย์จากทางโรงพยาบาลหรือไม่ ถ้าต้องการโรงพยาบาลก็ยินดีที่จะออกเอกสารให้

ทีมข่าวได้โทรศัพท์สอบถามไปยัง นพ.อนวัชช์ รักษ์วรรณวงศ์ ผอ.รพ.บางปลาม้า เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโรงพยาบาลได้รับความเสียหาย แต่ก็ไม่ได้รับผลกระทบมาก เนื่องทางโรงพยาบาลมีมาตราฐานในการดูแลผู้ป่วยทุกคนอย่างดี ซึ่งทางโรงพยาบาลไม่ได้ติดใจเอาความ และไม่ได้นำเนินคดี เชื่อว่าขณะนี้ทางน.ส.กรกนก ได้รับผลกรรมที่ได้กระทำแล้ว เรื่องนี้ขอให้เป็นบทเรียน อย่าไปทำแบบนี้อีก นอกจากนี้หากสาธารณะสุขจังหวัดต้องการดำเนินคดีก็พร้อมที่จะรวบรวมหลักฐานให้

นพ.พงษ์นรินทร์ ชาติรังสรรค์ ผอ.รพ.เจ้าพระยายมราช ระบุว่า สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น โรงพยาบาลเตรียมเอาผิด เนื่องจากทำให้โรงพยาบาลเสื่อมเสียชื่อเสียง ขณะนี้ได้มอบหมายให้นิติกรของโรงพยาบาลเป็นผู้รวบรวมหลักฐาน โดยก่อนหน้านี้ทางนิติกรจะดำเนินการไปแจ้งความที่ สภ.เมืองสุพรรณบุรีในวันนี้ (24 พ.ค.64) แต่ด้วยข้อกฎหมายแต่ละข้อมีรายละเอียดแตกต่างกันไป จึงขอประชุมหารือเพื่อให้รัดกุมมากกว่านี้ เบื้องต้นคาดว่าจะดำเนินคดีในข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และแจ้งความเท็จ ซึ่งคาดว่าวันพรุ่งนี้ (25 พ.ค.64) ทางนิติกรของโรงพยาบาล จะเดินทางไปแจ้งความ แต่เวลายังไม่ทราบชัดเจน

ต่อมาทีมข่าวยังได้เดินทางไปที่ หมู่ 9 ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เพื่อไปพูดคุยกับครอบครัวของเจ้าบ่าวที่ยิงตัวตายเสียชีวิต ไปเมื่อช่วงวันที่ 25 เม.ย.64 ที่ผ่านมา ต่อมาทางญาติทราบว่าฝ่ายหญิงกุเรื่องว่าท้อง จึงเข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชน 

นายเอกชัย ตันติศักดิ์ศรี อายุ 38 ปี พี่ชายผู้เสียชีวิต กล่าวว่า เรื่องการกุเรื่องว่าท้อง ตนมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการอ้างเหตุผลต่าง ๆ ซึ่งบางอย่างจริงแต่บางอย่างเท็จ เป็นการทำลายครอบครัวโดยไม่รู้ตัว การพูดโกหกทำให้อีกครอบครัวได้รับความสูญเสีย และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

ส่วนการอ้างว่าทำไปเพราะความรักนั้น ตนเข้าใจว่าสามีภรรยาก็ต้องรักกันจริง ๆ แต่อยากให้เปิดใจพูดความจริงกันดีกว่า อย่านำเรื่องท้องมาผูกมัด และเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้น และคนรักกันควรพูดความจริงต่อกัน บางคนคบหากันไม่มีลูกก็อยู่กันได้ รักกันแต่งงานกันอยู่กินด้วยกันโดยไม่มีลูกได้ เพราะถ้าสร้างเรื่องขึ้นมาสุดท้ายก็จะเหมือนครอบครัวตนที่สูญเสียน้องชาย เพราะคนทำไม่คิดว่าเรื่องจะใหญ่โต ตอนนี้ตนก็ใจหายเช่นกัน ตนยังถูกเพื่อนแซวว่าเป็นแก๊งเดียวกันหรือไม่

ทั้งนี้ ตนอยากจะให้กำลังใจกับครอบครัว หรือคนรอบข้าง และให้มาขอโทษสื่อ ขอโทษโรงพยาบาล ขอโทษหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนความคืบหน้าเรื่องตนฝ่ายเจ้าสาวก็หายไปจากหมู่บ้านแล้ว และไม่ทราบไปอยู่ที่ใด และปิดเฟซบุ๊กไปอีกด้วย และพ่อแม่ตนอายุมากแล้วจึงไม่อยากจะฟ้องร้องหรือดำเนินการใด ๆ แต่หากฝ่ายเจ้าสาวฟ้องร้อง ตนก็จะดำเนินการถึงที่สุด ที่ตนโกรธถึงทุกวันนี้เพราะน้องชายถูกหลอก รวมถึงคนในครอบครัวทั้งหมดก็ถูกหลอกด้วย

Facebook Comments Box

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *