บังฟิตโบ้ยผิดให้พี่ชายฆ่าเสี่ยสุชาติ อ้างกลัวหลับตาปี๋ สะพรึงสวมสายสิญจน์สะกดผี (คลิป)

ข่าวเด่น

กรณีคดีสังหารโหดนายสุชาติ ขาวล้วน ที่ จ.กระบี่ ซึ่งก่อนนี้ตำรวจตามจับแก๊งร่วมก่อเหตุไว้แล้ว 2 ราย คือ นายวิรัตน์ ศรีหมาด หรือตั้ม และนายอาลิพ ช่างเรือ หรือ บังลิพ ต่อมานายสุริยา เริงสมุทร หรือ บังฟิต ติดต่อขอมอบตัวที่ สภ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ก่อนตำรวจนำตัวขึ้นเครื่องบิน มาถึง จ.กระบี่ นำตัวไปฝากคุมขังไว้ที่ สภ.เหนือคลอง รอการสอบสวนนั้น

ล่าสุดวันที่ 23 พ.ค.64 เวลา 09.30 น. ที่ สภ.เหนือคลอง อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ พ.ต.อ.ตานิตย์ รามดิษฐ์ รอง ผบก.ภ.จ.กระบี่ ในฐานะหัวหน้าทีมสอบสวนคลี่คลายคดี พร้อมทีมสอบสวนได้เบิกตัวบังฟิต จากห้องขัง เพื่อมาสอบสวนต่อในช่วงเช้า โดยขณะบังฟิตถูกคุมตัวมาห้องสอบสวนนั้นมีสีหน้าที่นิ่งเครียด ทีมข่าวพยายามสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงปมก่อเหตุ แต่บังฟิตไม่ตอบคำถามแต่อย่างใด พูดเพียงประโยคเดียวสั้น ๆ ว่า “ขอให้การในชั้นศาล”

ก่อนจะถึงห้องสอบสวน เจ้าหน้าที่ได้ให้บังฟิต ได้เจอหน้ากับนายสุจิน เริงสมุทร ผู้เป็นพ่อ เมื่อทั้งคู่เจอหน้ากัน ผู้เป็นพ่อได้จับมือของบังฟิต เพื่อทักทายกันทางศาสนาอิสลาม จากนั้นนายสุจิน และบังฟิตก็ได้นั่งมองหน้ากัน โดยนายสุจิน มีสีหน้าที่ค่อนข้างเครียด ขณะที่มองหน้าลูกชาย แต่ไม่มีการพูดคุยอะไรกัน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้นำน้ำจำนวน 1 ขวด ให้บังฟิตดื่ม หลังจากดื่มน้ำเสร็จบังฟิต ได้ให้ข้อมูลกับกองพิสูจน์หลักฐาน และเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของบังฟิต เพื่อนำไปประกอบสำนวน จากนั้น พ.ต.อ.ตานิตย์ รามดิษฐ์ รอง ผบก.ภ.จ.กระบี่ ได้เดินเข้ามาหาบังฟิต พร้อมกับขอดูสายสิญจน์ที่ข้อมือด้านขวาของบังฟิต และสอบถามบังฟิตว่า “สายสิญจน์นี้เอาไว้กันผีใช่ไหม” บังฟิตตอบว่า “ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ใช่ครับ”

จากนั้นกองพิสูจน์หลักฐานได้ถ่ายรูปบังฟิต และนำตัวบังฟิตไปสอบปากคำที่ห้องสอบสวน โดยบังฟิต ได้ขอเจ้าหน้าที่ว่า ขณะสอบปากคำ ให้นายสุจิน ผู้เป็นพ่อ เข้าร่วมฟังการสอบปากคำด้วย จากนั้นพนักงานสอบสวนจึงได้สอบสวนบังฟิต ตั้งแต่เวลา 10.00 – 11.00 น. โดยมี พ.ต.อ.วิทยา เมฆใส ผกก.(สอบสวน) จ.กระบี่ มาสอบด้วยตัวเอง และสอบต่อหน้า พ.ต.อ.ตานิตย์ รามดิษฐ์ รอง ผบก.ภ.จ.กระบี่ อีกด้วย โดยบังฟิต ได้ให้ปากคำเพียงรอบเดียว เนื่องจากรอทนายความส่วนตัวที่เดินทางมาจากกรุงเทพมหานคร และวันนี้บังฟิตขอใช้สิทธิไม่ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ

พ.ต.อ.ตานิตย์ รามดิษฐ์ รอง ผบก.ภ.จ.กระบี่ ให้ข้อมูลว่า หลังจากนำตัวมาที่ สภ.เหนือคลอง เมื่อคืนที่ผ่านมา ตนได้เข้าสอบปากคำเบื้องต้นในชั้นสอบสวนบังฟิต ยอมเปิดปากรับสารภาพกับชุดจับกุมว่าลงมือก่อเหตุจริง โดยแยกกันทำงานเป็น 3 ชุด คือ ชุดที่ร่วมลงมือฆ่า ชุดที่ช่วยกันขุดหลุมฝังศพ และชุดที่ร่วมกันเผาทำลายรถ โดยมีบังฟิต และกิบหลี ร่วมอยู่ในทุกกระบวนการ

ส่วนเหตุที่บังฟิต ยิงปืนใส่เสี่ยสุชาติ แล้วไม่โดนนั้น บังฟิตอ้างว่า ตอนยิงปิดตายิงเพราะกลัว ทำให้กิบหลีตัดสินใจแย่งปืนไปยิงจนเสี่ยสุชาติเสียชีวิต ขณะที่ปมเหตุในการวางแผนสังหารโหดครั้งนี้ บังฟิตอ้างว่า ไม่ได้มาจากเรื่องที่เป็นหนี้เสี่ยสุชาติ แต่เป็นเพราะทั้งคู่เคยพูดคุยตกลงกันไว้ว่า ให้เสี่ยสุชาติ ช่วยเหลือบังฟิต ด้วยการไปเดินเรื่องขอให้บังฟิต ได้กู้เงินจำนวน 300,000 บาท จากสถาบันการเงิน แล้วบังฟิตจะแบ่งให้เป็นเงิน 150,000 บาท แต่หลังจากกู้เงินได้ บังฟิตเบี้ยวไม่ยอมจ่ายเงินให้เสี่ยสุชาติ ทำให้เสี่ยสุชาติ มาติดตามทวงเงินจำนวนดังกล่าวหลายครั้ง จึงวางแผนฆ่าและขโมยเงินสดจำนวนหนึ่งที่เสี่ยสุชาติ พกติดตัวไปด้วย ก่อนจะทำลายหลักฐาน โฉนด 2 ใบ รถของบังฟิต และทุกอย่างแล้วหลบหนี

ทั้งนี้ พ.ต.อ.ตานิตย์ ให้ข้อมูลเพิ่มว่า เมื่อคืนนี้บังฟิตยังได้ให้เจ้าหน้าที่โทรศัพท์ไปหาทนายส่วนตัว ซึ่งบังฟิตได้ติดต่อหาทนายความส่วนตัวตั้งแต่ก่อนขอเข้ามอบตัวแล้ว หลังจากคุยกับทนายความส่วนตัวทางโทรศัพท์ ก็แจ้งต่อทางตำรวจว่า ขอปฏิเสธและจะไปให้การในชั้นศาล ตลอดคืนที่ผ่านมา บังฟิตซึ่งถูกคุมขังอยู่มีอาการเครียดทั้งคืน กระวนกระวายนอนไม่หลับ และอยากเห็นหน้าพ่อ

ต่อมาเวลา 13.30 น. ที่บริเวณหน้า สภ.อ่าวนาง พ.ต.อ.ตานิตย์ รามดิษฐ์ รอง ผบก.ภ.จว.กระบี่ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคลี่คลายคดีฆ่าฝังดินนายสุชาติ ขาวล้วน ได้นำตัวนายอาลีพ ช่างเรือ คนงานเลี้ยงวัวของนายสุริยา เรืองสมุทร หรือบังฟิต ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับที่ตำรวจคุมตัวได้ในคดีมาทำแผนบริเวณหน้า สภ.อ่าวนาง

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้นำรถเก๋งสีขาวมาจำลองเป็นรถของเสี่ยสุชาติในวันเกิดเหตุ พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ มาจำลองเป็นผู้ต้องก่อเหตุทั้ง 4 คน ว่าแต่ละคนมีหน้าที่ทำอะไรในวันก่อเหตุบ้าง ยกเว้นนายอาลิพ ที่เป็นผู้ต้องหาในการทำแผนฯ วันนี้ สำหรับแผนผังการนั่งในรถเก๋งวันเกิดเหตุ นายสุริยา เริงสมุทร หรือ บังฟิต อายุ 32 ปี ได้นั่งเบาะด้านหน้าข้างคนขับ

ส่วนนายสุรชัย เริงสมุทร หรือ กิบหลี อายุ 38 ปี เป็นคนขับรถของเสี่ยสุชาติ และนายอาลิพ ช่างเรือ อายุ 27 ปี นั่งเบาะด้านหลังประกบเสี่ยสุชาติฝั่งซ้าย ขณะที่นายนครินทร์ พรหมราช หรือ บังพ่อ อายุ 30 ปี และนายสุริยันต์ เริงสมุทร อายุ 31 ปี หรือบังหนี นั่งประกบเสี่ยสุชาติที่เบาะหลังฝั่งด้านขวา และมีเจ้าหน้าที่อีก 1 คน ได้แต่งกายกางเกงขาสั้นสีแดง เสื้อแขนสั้นสีดำ เพื่อจำลองเป็นเสี่ยสุชาติ

จุดที่ 1 ที่หน้า สภ.อ่าวนาง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จำลองเหตุการณ์ หลังจากผู้ตายเดินทางมาที่บ้านของบังฟิต แล้วถูกบังฟิตพร้อมพวก ซึ่งประกอบด้วย บังฟิต กิบหลี บังหนี บังพ่อ คนเลี้ยงวัวของกิบหลี และนายอาลิพคุมตัวเสี่ยสุชาติ ผู้ตายมายังสวนยางพาราใกล้กับจุดฝังศพ โดยมีผู้ก่อเหตุ 3 คน นั่งประกบบังฟิตที่เบาะด้านหลัง เมื่อมาถึงสวนยางพารา ผู้ก่อเหตุทั้ง 5 คน ได้ลงจากรถ เหลือเพียงเสี่ยสุชาติคนเดียวที่นั่งอยู่ในรถเก๋ง จากนั้นบังฟิตได้เดินมาเปิดประตูรถด้านหลัง แล้วผลักเสี่ยสุชาติ ที่นั่งอยู่เบาะหลังจนล้ม จากนั้นใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ยิงเสี่ยสุชาติจำนวน 3 นัด โดยอ้างว่าปิดตายิงแต่ไม่ถูก

จากนั้นนายสุรชัย หรือ กิบหลี พี่ชาย ที่ถือปืนยาวยืนคุมเชิงอยู่ จึงได้เข้ามาเอาปืนจากบังฟิตยิงซ้ำอีก 3 นัด ใส่เสี่ยสุชาติ จนเสียชีวิต ก่อนที่นายอาลิพ จะทำหน้าที่เก็บปลอกกระสุนปืนไปทิ้ง แต่ยังมีปลอกกระสุนที่ไม่ได้เก็บอยู่ในรถซึ่งเจ้าหน้าที่พบในรถและหัวกระสุนดังกล่าว ก่อนที่ทั้งหมดจะนำศพและรถเก๋งของเสี่ยสุชาติไปอำพราง

จุดที่ 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำตัวนายอาลิพ ช่างเรือ มาชี้รอยกระสุนปืน ที่รถเก๋งของเสี่ยสุชาติคันเกิดเหตุ ซึ่งหลังจากทำแผนประกอบคำรับสารภาพทั้ง 2 จุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ได้คุมตัวนายอาลิพ เข้าห้องขังต่อไป ระหว่างทำแผนประกอบคำรับสารภาพวันนี้ น.ส.น้ำค้าง ภรรยาผู้ตาย และญาติของผู้ตายกว่า 30 คน ได้เดินทางมาติดตามดูการทำแผนประกอบคำรับสารภาพครั้งนี้ด้วย ซึ่งญาติผู้ตายส่วนใหญ่แต่งกายด้วยชุดดำ และมีสีหน้าที่นิ่งเฉยขณะดูบรรยากาศการทำแผนฯ

นายสุจิน พ่อของบังฟิต กล่าวว่า ตนทราบข่าวลูกชายเข้ามอบตัวจากข่าวที่สื่อมวลชนได้นำเสนอ และได้รับการประสานจากตำรวจให้มาร่วมฟังการสอบสวน ซึ่งตนก็รู้สึกดีใจที่ลูกตัดสินใจเข้ามอบตัว แต่ยอมรับว่ายังเป็นห่วงลูก ส่วนลูกชายอีก 2 คนที่ยังหลบหนี ตนก็อยากฝากบอกให้เข้ามอบตัวกับตำรวจ และที่ตำรวจมีข้อมูลว่าในวันเกิดเหตุเผารถนายสุชาติ ตนอาจเข้าไปรู้เห็นด้วยนั้น ตนยืนยันว่าตนไม่ทราบจริง ๆ ก่อนนี้ที่ลูก ๆ พากันหลบหนี ตนก็ไม่เคยติดต่อกับลูกเลยเช่นกัน

เวลา 11.30 น. หลังบังฟิตให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนเสร็จ เจ้าหน้าที่ได้คุมตัวบังฟิตเข้าห้องขังอีกครั้ง โดยมีนางติ๋ม เพื่อนของบังฟิต เดินทางมาเยี่ยมบังฟิต กล่าวว่า วันนี้ตนได้เดินทางมาเยี่ยมบังฟิต และตนได้บอกกับบังฟิตว่า เพื่อน ๆ ทุกคนเป็นกำลังใจให้บังฟิต และฝากความคิดถึงมาให้บังฟิต ซึ่งบังฟิตก็บอกกับตนว่า “ขอบคุณครับ ๆ ที่มาเยี่ยม” และสีหน้าของบังฟิตก็ตื้นตันที่เห็นเพื่อนมาเยี่ยม

ที่ผ่านมาตนภาวนามาตลอดว่าให้บังฟิต เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ เท่าที่ตนเคยสัมผัสกับบังฟิต ตนก็เห็นเขาเป็นคนดี แต่เรื่องส่วนตัวตนก็ไม่รู้ว่าเขาไปมีเรื่องอะไร ตนตอบไม่ได้ว่าบังฟิตเป็นคนก่อเหตุหรือไม่ คิดว่าเป็นเหตุผลส่วนตัวของเขา

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พนักงานสอบสวนเตรียมจะแจ้งข้อหาบังฟิตตามที่ออกหมายจับไว้ 5 ข้อหา ประกอบด้วยร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและมีใช่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์, ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นและทำให้เสียทรัพย์, ร่วมกันลอบฝังซ่อนเร้นย้ายหรือทำลายศพหรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการหรือเหตุแห่งการตาย

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนเตรียมจะแจ้งข้อหาเพิ่มอีก 3 ข้อหารวมเป็น 8 ข้อหา ประกอบด้วยร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายและร่วมกันเป็นช่องโจร

น.ส.น้ำค้าง ภรรยาของผู้เสียชีวิต ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ก่อนทำแผนประกอบคำรับสารภาพว่า ตั้งแต่บังฟิตมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตนยังไม่ได้เจอหน้าบังฟิตแต่อย่างใด แต่จากการได้ติดตามข่าว ตนเห็นบังฟิตเขายังมีหน้าตาที่สดชื่นอยู่เลย ส่วนกรณีที่บังฟิตปฏิเสธข้อกล่าวหา และขอให้การในชั้นศาลนั้น ตนก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา ที่เขาจะให้การอย่างไรก็ได้

ส่วนตัวแล้วก็ยังคิดว่าผู้ต้องหาวางแผนฆ่าสามีตนมาเป็นอย่างดี กระทำอย่างเหี้ยมโหด ตนอยากให้ผู้ต้องหาที่กระทำกับสามีตน ได้รับโทษประหารชีวิต ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต วันนี้ตนก็รอดูการทำเป็นประกอบคำรับสารภาพของนายอาลิพ ว่าตอนก่อเหตุกับสามีตน เขาลงมือกระทำอย่างไร ตนอยากถามว่าฆ่าสามีตนทำไม


เมื่อวานนี้ (22 พ.ค.64) ที่มีข้อมูลว่า ผู้ต้องหาและพยานแต่ละคน ที่ข้อมือจะผูกสายสิญจน์เพราะเป็นการสะกดวิญญาณไม่ให้ตามมาหลอกหลอน ตนถือว่าเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม พวกเขาฆ่าสามีตนแล้ว เขายังมาทำพิธีสะกดวิญญาณสามีตน กลายเป็นว่าวิญญาณสามีไปไหนไม่ได้ หลังจากนี้ตนอาจปรึกษาญาติพี่น้องให้หาหมอเขมรมาทำพิธีปลดปล่อยวิญญาณให้สามีเพื่อให้ไปสู่สุคติ สำหรับปมก่อเหตุ ตนคิดว่าผู้ก่อเหตุคงไม่ได้มีปัญหากับสามีแค่เรื่องเงิน 300,000 บาท แล้วลงมือก่อเหตุ คิดว่าเขาคงมีปัญหาอื่น ๆ จึงได้วางแผนฆ่าสามีได้อย่างโหดเหี้ยมขนาดนี้

น.ส.น้ำค้าง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กรณีที่บังฟิตให้สามีตนให้ไปเดินเรื่องขอให้บังฟิต ได้กู้เงินจำนวน 300,000 บาท จากสถาบันการเงิน แล้วบังฟิตจะแบ่งให้นายสุชาติ เป็นเงิน 150,000 บาท แต่หลังจากกู้เงินได้ บังฟิตเบี้ยวไม่ยอมจ่ายเงินให้นายสุชาติ ทำให้นายสุชาติ มาติดตามทวงเงินจำนวนดังกล่าวหลายครั้ง จึงวางแผนฆ่านั้น ตนคิดว่าไม่เป็นความจริง เพราะฝ่ายบังฟิตต่างหากที่ติดหนี้สามีตน

ต่อมาทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ได้มาพูดคุยกับน.ส.สวย (นามสมมติ) หลานสาวของหมอรัตน์ หมอผีที่คาดว่าทำพิธีสะกดวิญญาณเสี่ยสุชาติ ให้กับกลุ่มผู้เหตุนั้น เปิดเผยว่า สำหรับตนเป็นหลานสะใภ้ของหมอรัตน์ ซึ่งหมอรัตน์ได้ย้ายออกจากบ้านไปอยู่ขนำบนเขาได้กว่า 30 ปี แต่ตอนนี้หมอรัตน์ไม่ได้อยู่ที่ขนำ เนื่องจากได้ย้ายไปอยู่กับเพื่อน

สำหรับหมอรัตน์เป็นหมออิสลาม ที่ช่วยเหลือชาวบ้านมากว่า 30 ปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นช่วยปราบผี ผีเข้า หรือให้สิ่งของป้องกันผี กรณีที่มีข้อมูลมาว่า กลุ่มของบังฟิต มาติดต่อให้หมอรัตน์ไปทำพิธีสะกดวิญญาณเสี่ยสุชาติ และให้สายสิญจน์กับกลุ่มผู้ก่อเหตุ เพื่อป้องกันผีนั้น ตนไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน แต่ตนก็คิดว่าที่บังฟิตและผู้ต้องหา รวมทั้งพยานคนอื่น ๆ มีสายสิญจน์ที่ข้อมือ น่าจะเป็นการใส่เพื่อป้องกันวิญญาณ ซึ่งทางศาสนาอิสลามก็มีความเชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว

ก่อนหน้านี้ตนก็เคยโดนผีหลอก และให้หมอรัตน์ทำสายสิญจน์ใส่ข้อมือให้ จากนั้นตนก็เจอแต่สิ่งดี ๆ ไม่เจอผี จนตอนนี้ตนถอดสายสิญจน์ออกแล้ว ซึ่งหมอรัตน์จะทำพิธีโดยท่องคาถาตามบทสวดที่เรียนมา จากนั้นก็เป่าคาถาใส่สายสิญจน์ และมอบสายสิญจน์ให้ตน ตนยืนยันว่าหมอรัตน์เป็นแค่หมอผีที่ช่วยชาวบ้าน แต่ไม่ได้เป็นหมอผีสะกดวิญญาณ

สำหรับสรรพคุณของสายสิญจน์หมอรัตน์ จะช่วยป้องกันผีช่วยให้แคล้วคลาด ช่วยในเรื่องการเดินทางตอนกลางคืน อย่างไรก็ตาม ตนไม่รู้ว่าบังฟิตกับหมอรัตน์ จะรู้จักกันหรือไม่

ทีมข่าวได้สอบถามข้อมูลกับญาติของนายบัส หนึ่งในพยานที่มีสายสิญจน์ผูกติดข้อมือ โดยช่วงค่ำวันนี้นายบัส นายเมฆ นายรุธ ได้ไปให้การเพิ่มเติมกับตำรวจในฐานะเป็นพยานที่ สภ.เหนือคลอง จึงไม่ได้ให้ข้อมูลเรื่องสายสิญจน์โดยตรง แต่ทางญาติให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่า หลังเกิดเหตุ ประมาณวันที่ 4 พ.ค.64 มีบุคคลเอาสายสิญจน์มาให้นายบัส นายรุธ และนายเมฆ จริง แต่ตนไม่ทราบว่าใครเอามาให้ เพื่อเป็นการใส่ป้องกันวิญญาณ แต่ไม่ได้บอกว่าใช้ป้องกันใคร

Facebook Comments Box

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *