ล่าผัวเก่าโหดบุกปาดคอเมียยิงลูกเลี้ยงเจ็บ แฉกลลวงกราบเท้าให้ตายใจ ซ้ำขู่ล้างโคตร (คลิป)

ข่าวเด่น

กรณีเพ.ต.ท.ไพโรจน์ ลิลากุด สว.(สอบสวน) สภ.เมืองยโสธร รับแจ้งเหตุใช้อาวุธปืนและแทงกันตาย มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ภายใน บ้านพักเลขที่ 11 หมู่ 8 ต.หนองเรือ อ.เมือง จ.ยโสธร ที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้นครึ่งไม้ครึ่งปูน ภายห้องนอนชั้นล่างพบศพ น.ส.สมัย ไชยมาตย์ อายุ 5 ปี เจ้าของบ้าน ถูกแทงนอนเสียชีวิตจมกองเลือดที่พื้นห้อง

โดยบริเวณหน้าต่างบานเกร็ดมีรอยถูกทุบแตก ส่วนลูกชายผู้เสียชีวิตถูกยิงบริเวณหน้าท้องด้านขวา วิ่งหนีออกจากบ้านเพื่อไปขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่นำตัวส่งรักษาอาการที่ รพ.ยโสธร ทรายชื่อภายหลัง นายกิตติพงษ์ ขันดี อายุ 28 ปี ส่วนผู้ก่อเหตุทราบชื่อ นายจันทร์ จำใบรัตน์ หรือ หีด อายุ 63 ปี สามีใหม่ของผู้ตายที่เลิกลากันแล้ว หลังก่อเหตุได้หลบหนีเจ้าหน้าที่ จึงกำลังเร่งไล่ล่าติดตามตัว

ล่าสุดวันที่ 9 พ.ย.64 ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ลงพื้นที่ไปยังบ้านที่เกิดเหตุ ในพื้นที่หมู่ 8 ต.หนองเรือ อ.เมือง จ.ยโสธร วันนี้มีพิธีศพของผู้ตาย ญาติและชาวบ้านต่างมาร่วมงานจำนวนมาก บรรยากาศเป็นไปก้วยความโศกเศร้า โดยศพของผู้ตายบรรจุในโลงเย็น ตั้งอยู่ภายในบ้าน ซึ่งจะมีพิธีสงฆ์ในช่วงบ่ายและฌาปนกิจในวันนี้

ญาติของผู้ตายยังได้พาทีมข่าวไปดูบริเวณห้องนอนของผู้ตาย ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณชั้นหนึ่งของบ้าน ด้านข้างติดกับทุ่งนา โดยสังเกตว่าบริเวณบานเกร็ดด้านซ้ายถูกทุบออกเกือบทั้งหมด ภายในห้องมีแคร่ไม้บริเวณขาด้านล่างเลอะรอยเลือดบางส่วน รวมไปถึงจักรเย็บผ้าที่มีรอยเลือดด้วย

ทีมข่าวมีโอกาสพูดคุยกับนายสมประสงค์ ศรีธรรม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 เปิดเผยว่า ช่วงที่เกิดเหตุคือช่วงกลางดึกเวลาประมาณ 01.30 น. ขณะที่ตนกำลังนอนอยู่ที่บ้าน ตนก็ได้ยินเสียงนายกิตติพงษ์ ลูกของผู้ตายวิ่งมาขอความช่วยเหลือตะโกนว่า “ผู้ใหญ่ช่วยด้วยผมถูกยิง แม่ผมก็ถูกแทงด้วย” ตนจึงรีบออกไปดูแล้วพบว่านายกิตติพงษ์ มีบาดแผลถูกยิงบริเวณท้อง ใช้มือกุมท้องล่างและเลือดไหลจำนวนมาก ตนจึงรีบให้นายกิตติพงษ์ เข้ามาในบ้าน และปลุกภรรยากับลูกสาวให้ช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนจะโทรศัพท์แจ้งรถโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจ และนายกอบต. เรียกชาวบ้านในชุมชนให้เปิดไฟหน้าบ้าน เพื่อระมัดระวังตัว

หลังจากนั้นตนจึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภาพศพนอนเปลือยจมกองเลือดอยู่ภายในห้อง เจ้าหน้าที่จึงเก็บหลักฐานต่าง ๆ และติดตามตัวคนร้ายทันที และพบน้ำมันเบนซินราดอยู่บนที่นอนภายในห้องด้วย พร้อมขวดลักษณะเท่าขวดน้ำ คาดว่าคนร้ายอาจจะมีเจตนาฆ่าแล้วเผาผู้ตายหรือไม่

ทั้งคู่อยู่กินกันได้ประมาณ 2 ปี เข้าปีที่ 3 หลังจากสามีเก่าของน.ส.สมัย เสียชีวิตไป มีเรื่องระหองระแหงกันมาตลอด โดยช่วงเดือนธ.ค.63 ที่ผ่านมา ทั้งคู่ก็มีปัญหากัน แต่ตนไม่ทราบรายละเอียดเบื้องลึก โดยน.ส.สมัย ขอความช่วยเหลือกับตนให้ช่วยไกล่เกลี่ย และตกลงแบ่งข้าวสารในที่นากันคนละครึ่ง ผู้ก่อเหตุก็กลับไปอยู่ที่บ้าน จากนั้น 1 สัปดาห์ผู้ก่อเหตุกลับมาอยู่กับผู้ตายอีกครั้ง และทำมาหากิน ค้าขายกระติ๊บข้าวด้วยกัน ก่อนจะทราบข่าวว่าทะลาะเบาะแว้งกันอีก และแยกทางกัน จนผู้ตายไปพักอาศัยกับลูกสาวที่จ.นครราชสีมา และกลับมาประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น

สำหรับนิสัยของนายจันทร์ ที่ตนพบเห็นไม่ได้เป็นคนอารมณ์ร้อน เพราะเคยตีไก่ชนด้วยกันบ่อยครั้ง ส่วนน.ส.สมัย เป็นคนอารมณ์ดี สนุกสนาน และขณะนี้ชาวบ้านก็ยังหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะยังจับคนร้ายไม่ได้ ตนจึงภาวนาขอให้ตำรวจจับคนร้ายให้เร็วที่สุด

ขณะเดียวกัน น.ส.จินตนา อิ่มทรัพย์ อายุ 30 ปี ลูกสาวผู้ตาย เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่ตนอยู่ จ.นครราชสีมา แต่จากการสอบถามน้องชายเล่าให้ตนฟังว่า ช่วงเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 8 พ.ค.64 ได้ยินเสียงดังขึ้นบริเวณในบ้าน น้องชายจึงนอนฟังว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงอะไร ต่อมาจึงได้ยินเสียงแม่ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ น้องชายจึงรีบเปิดประตูห้องออกไป จู่ ๆ ก็ถูกนายจันทร์ ยิงเข้าที่บริเวณท้อง ขณะนั้นแม่ถูกแทงแล้ว น้องชายเมื่อถูกยิงจึงรีบออกไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน

ส่วนสาเหตุของการก่อเหตุครั้งนี้ ตนคาดว่ามาจากเรื่องของความหึงหวง และเป็นความแค้น เพราะที่ผ่านมาแม่ของตนได้บอกเลิกนายจันทร์ไปแล้ว แต่นายจันทร์ไม่ยอม มักจะข่มขู่ว่าจะฆ่าปาดคออยู่หลายครั้ง เมื่อช่วงประมาณต้นปี 64 ที่ผ่านมา นายจันทร์ เกิดความหึงหวงจึงตีแม่ของตนอย่างหนัก และจะใช้มีดปาดคอ แต่แม่ยกมือขอร้องนายจันทร์จึงใจอ่อน และปล่อยแม่ของตนไป จากนั้นแม่ของตนได้เรียกผู้ใหญ่บ้านมาพูดคุย นายจันทร์ก็ยอมรับว่าโมโหมากจึงเกือบจะฆ่าแม่ของตน จึงมีการตกลงว่าจะเลิกรากัน นายจันทร์ก็ตกลงแต่โดยดี 

หลังจากนั้นแม่ของตนจึงได้ย้ายมาอยู่กับตนที่ จ.นครราชสีมา ได้ประมาณ 1 เดือน นายจันทร์ได้โทรศัพท์มาหา และบอกว่าให้กลับไปอยู่ที่ จ.ยโสธร ถ้าหากไม่กลับจะตามไปฆ่าที่ จ.นครราชสีมา เจอที่ใดก็จะยิง จะฆ่าล้างโคตรให้หมด จะวางระเบิดที่บ้าน ตนจึงเตือนแม่ว่าไม่ต้องรับสาย

จากนั้นนายจันทร์ ก็ได้โทรศัพท์มาขอคืนดีทุกวัน และบอกว่าจะกลับตัวกลับใจเป็นคนใหม่ จะไม่ทำตัวแบบเดิม และจะยอมกราบเท้าตนด้วย ตนจึงเตือนแม่ไปว่าอย่าไปหลงเชื่อ และรักชีวิตไว้ก่อนจะดีกว่า แต่แม่ก็บอกว่าอยากจะให้โอกาสนายจันทร์อีกครั้ง ตนจึงพาแม่มาส่งที่ จ.ยโสธร แต่ผ่านไปประมาณ 3 วัน นายจันทร์ก็มีพฤติกรรมแบบเดิม และยังอ้างว่ามีหลานเป็นตำรวจยศใหญ่ อยู่ที่กรุงเทพมหานคร รวมไปถึงญาติที่เป็นแม่ชี จ.ชัยภูมิ ที่สามารถช่วยเหลือเรื่องคดีได้ แม่จึงให้ตนมารับ และเพิ่งจะกลับมาอยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุ 1 สัปดาห์ เพราะเป็นห่วงลูกชายคนเล็ก

ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุประมาณ 3 วัน มีจดหมายจากนายจันทร์ ส่งมาที่บ้านความยาวประมาณ 3 หน้า โดยใจความสำคัญคือการขอโทษ และเป็นการอวยพรให้แม่ของตนได้มีความสุขกับคนรักใหม่ ส่วนตัวเชื่อว่าเป็นการหลอกให้แม่ตนตายใจ ตนมองว่านายจันทร์เตรียมทุกอย่างไว้ก่อนก่อเหตุแล้ว เพราะตำรวจไปพบน้ำมันเบนซินราดบริเวณที่นอนและพื้นด้วย คิดว่าถ้าน้องชายเข้ามาช่วยเหลือไม่ทัน คนร้ายอาจจะมีการเผาแม่ก็เป็นไปได้ เพราะก่อนหน้านี้ นายจันทร์ก็เคยรื้อของออกมาเผาหน้าบ้าน จนตนและแม่ต้องไปลงบันทึกประจำวันไว้

อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้นายจันทร์ ได้รับโทษถึงที่สุดถึงขั้นประหารชีวิต เพราะทำแม่ตนทรมานแบบไหน ก็ขอให้นายจันทร์ ได้รับโทษทรมานแบบนั้น และขณะนี้ตนและครอบครัวก็กังวลในความปลอดภัย ไม่กล้านอนที่บ้าน ต้องไปพักที่บ้านญาติ ตนยังได้เจอกับวิญญาณของแม่ด้วย ขณะที่ตนเข้าไปทำความสะอาดในห้องที่เกิดเหตุ ตนได้ยินเสียงสะอื้นอยู่ภายในห้อง จึงออกมาบอกคนด้านนอกคนด้านนอกห้องจึงบอกว่าอาจจะไม่ใช่วิญญาณก็ได้ เพราะเพิ่งจะเสียชีวิตไปได้วันเดียว ตนจึงเข้าไปในห้องอีกครั้ง กำลังขัดพื้นก็ได้ยินเสียงเดิมอีกครั้ง และจำได้ว่าเป็นเสียงของแม่ เชื่อว่าแม่มาหาและจากไปด้วยความทุกข์ทรมาน

นอจากนี้ ตนอยากจะบอกกับแม่ว่า ขอให้แม่ไปดลจิตดลใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามจับคนร้ายให้ได้โดยเร็ว จะได้มารับโทษที่ทำกับแม่เอาไว้ และญาติพี่น้องก็หวาดระแวงไปทั้งหมด เพราะก่อนหน้านี้นายจันทร์ ก็เคยขู่ไว้ว่าตราบใดที่ยังจับตัวไม่ได้ ก็จะนำระเบิดมาปาที่บ้านด้วย

ขณะที่ภายในห้องนอนที่เกิดเหตุ ยังพบว่ามีเอกสารสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ตายทิ้งอยู่ และมีข้อความเขียนด้วยลายมือว่า “ปิดตำนานหญิงชั่ว สุด สุด สุดเลย ล่าสวาท”

โดยในเวลาประมาณ 14.00 น. ได้มีการเคลื่อนศพของน.ส.สมัย มายังบริเวณเมรุ ป่าช้าบ้านดอนกลอง เพื่อทำพิธีฌาปนกิจ เวียนเมรุ 3 รอบ ก่อนมีพิธีรดน้ำศพ ทอดผ้าบังสุกุล และฌาปนกิจศพ โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีญาติพี่น้องและชาวบ้านมาร่วมงานจำนวนมาก ลูกสาวผู้ตายร้องไห้ด้วยความเสียใจ ส่วนลูกชายที่ได้รับบาดเจ็บ ยังอยู่ที่โรงพยาบาล ไม่สามารถมาร่วมงานได้

ทีมข่าวยังได้เดินทางไปยังบ้านของนายจันทร์ ผู้ก่อเหตุ โดยเป็นบ้านปูนชั้นเดียวซึ่งพบว่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ของนายจันทร์ ยังจอดอยู่ที่บ้าน

นางลภัสรดา เสนาพงษ์ อายุ 33 ปี ลูกสาวผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่า ช่วงวันที่เกิดเหตุช่วงกลางคืน เวลาประมาณ 20.00 น. ตนกลับมาจากทำงานก็พบหน้าพ่อ อยู่ที่บ้านคุยกันปกติ ถามว่ากินข้าวหรือยัง พ่อไม่ได้มีท่าทีมีพิรุธ หรือว่ามีพฤติกรรมที่คล้ายจะก่อเหตุแต่อย่างใด และที่ผ่านมาก็ไม่มีท่าทีว่าจะก่อเหตุดังกล่าวด้วย ไม่ทราบเรื่องการเตรียมการ

จากนั้นเวลาประมาณ 02.00 น. ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและผู้ใหญ่บ้านได้โทรศัพท์มาบอกตนว่า พ่อของตนฆ่าน.ส.สมัยเสียชีวิต ตนรู้สึกตกใจมากและทำอะไรไม่ถูก เพราะช่วงเวลาที่พ่อตนออกจากบ้านนั้น ตนไม่รู้เพราะต่างคนต่างแยกย้ายนอนกันตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ และตั้งแต่เกิดเรื่องตนก็ยังไม่สามารถติดต่อพ่อได้ และไม่พบเห็นพ่ออีกเลย

ที่ผ่านมาพ่อมีนิสัยปกติ ไม่มีอารมณ์ร้อนให้เห็น ส่วนแม่ของตนที่เสียชีวิตไปเมื่อ 4 ปีก่อน เป็นโรคประจำตัวพ่อก็ดูแลมาโดยตลอด ไม่เคยทำร้ายร่างกายแม่ ส่วนนิสัยของผู้ตายตนไม่ทราบ เพราะไม่ได้ไปคลุกคลี นาน ๆ ครั้งจะเจอหน้ากัน และทั้งคู่ก็รัก ๆ เลิก ๆ กันบ่อยครั้ง ขณะนี้ตนก็เป็นห่วงพ่อมาก กลัวว่าจะฆ่าตัวตายเพื่อหนีความผิดหรือไม่ ตนก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ประกันตัว แต่จะให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย

นางลภัสรดา ยังกล่าวทั้งน้ำตาว่า ตนเป็นห่วงพ่อมาก ๆ ขออย่าให้พ่อคิดสั้นหรือทำอะไรที่ไม่ดี แต่ให้คิดถึงหน้าลูกเอาไว้มาก ๆ เป็นห่วงพ่อมาก คำว่า “พ่อกินข้าวหรือยัง” เป็นครั้งสุดท้ายที่คุยกับพ่อ หลังจากนี้ตนจะเดินทางไปงานศพของผู้ตายด้วย และอยากบอกกับครอบครัวของผู้ตายว่า ตนเสียใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่ได้อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

นายกิตติพงษ์ ขันดี อายุ 20 ปี ลูกชายคนเล็กของผู้ตาย กล่าวกับทีมข่าวสั้น ๆ ว่า เวลาประมาณ 01.30 น. ตนได้ยินเสียงหน้าต่างบานเกร็ดแตก จึงออกจากห้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อเปิดประตูห้องแม่เข้าไป ก็เห็นนายจันทร์ ล็อกคอแม่และใช้ปืนยิงใส่ตน 1 นัด บริเวณท้อง โดยคนร้ายสวมเสื้อสีดำ กางเกงยีนส์ขายาว จากนั้นคนร้ายวิ่งออกไป ตนจึงไปขอความช่วยเหลือกับผู้ใหญ่บ้าน

อาการล่าสุดของตนปลอดภัยแล้ว แต่เมื่อคืนที่ผ่านมาอาการค่อนข้างแย่ เพราะเจ็บบริเวณแผลเป็นอย่างมาก มีไข้สูง และขยับตัวไม่ได้ และเสียใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ส่วนตัวรู้จักกับนายจันทร์ เพราะมาอยู่ที่บ้านกับแม่ของตนได้ประมาณ 3 ปีแล้ว

Facebook Comments Box

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *